#บันทึกการเดินทางอันยิ่งใหญ่..

มาร์โค โปโล เกิดเมื่อปี 1254 ที่เมืองเวนิส บิดาชื่อ นิโคโล โปโล (Nicolo Polo) เป็นพ่อค้าที่ชอบออกไปค้าขายในต่างแดน ตอนที่มาร์โค โปโลเกิด พ่อและอา มัฟเฟโอ โปโล (Maffeo Polo) ออกเดินทางไปค้าขายในแถบคาบสมุทรไครเมียร์ ทางตอนใต้ของยูเครนในปัจจุบัน ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในเขตอิทธิพลของมองโกลที่กำลังแผ่อำนาจจากเอเชียกลางมายังทวีปยุโรป ในปี 1260 เกิดสงครามระหว่างหลานของเจงกีสข่าน 2 คน ทำให้พ่อและอาของมาร์โค โปโล ต้องเดินทางหลบสงครามไปที่เมืองบูคารา (Bukhara) ในประเทศ อุซเบกิซสถานในปัจจุบัน ณ ที่นั้น พ่อและอาของมาร์โค โปโลได้พบกับทูตของกุบไลข่าน (Kublai Khan ค.ศ. 1214-1294) ซึ่งได้ชักชวนให้ เดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน ผู้ซึ่งมีความปรารถนาที่จะรู้จักกับชาวละติน และศึกษาวัฒนธรรมของชาวละติน นิโคโล โปโลและน้องชายได้ตอบตกลงและเดินทางไปกรุงปักกิ่ง (หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า คัมบาลุก “Cambaluc”) ทั้งสองเข้าเฝ้ากุบไลข่านในปี ค.ศ. 1266 มองโกลปกครองประเทศจีนและสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองในปี ค.ศ. 1264 กุบไลข่านเป็นพระราชนัดดาของเจงกีสข่าน ในสมัยนั้นอาณาจักรของมองโกลได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล กุบไลข่านเป็นผู้ที่สนใจใฝ่รู้เรื่องราวและความเชื่อของชาวยุโรปมาก จึงได้ขอให้นิโคโล โปโล และน้องชายเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเข้าเฝ้าพระสันตปาปา และขอให้ส่งผู้มีความรู้ 100 คน และน้ำมันศักดิ์สิทธิ์จากวิหาร The Holy Sepulchre ในนครเยรูซาเลมกลับมาถวายพระองค์
นิโคโล โปโล และน้องชาย เดินทางกลับถึงเวนิสในปี ค.ศ. 1269 มาร์โค โปโล ขณะนั้นมีอายุได้ 15 ปี เพิ่งมีโอกาสพบบิดาเป็นครั้งแรก มารดาของมาร์โค โปโลเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปี ค.ศ. 1271 มาร์โค โปโล อายุ 17 ปี ได้ขอเดินทางติดตามบิดาและอากลับประเทศจีน พร้อมกับพระราชสาส์นจากพระสันตปาปาเกร็กกอรี่ ที่ 10 (Pope Gregory X) น้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และพระ 2 รูป (ซึ่งได้หนีกลับไปหลังจากที่ได้ออกเดินทางไปได้เพียงเล็กน้อย)

ทั้ง 3 คนออกเดินทางจากเยรูซาเลมในปี ค.ศ. 1272 และใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ปีครึ่ง จึงมาถึงเมืองชางตู (Shang-tu) ที่ประทับในฤดูร้อนของ กุบไลข่าน การเดินทางทางบกไปยังประเทศจีนในครั้งนี้ ครอบครัวโปโลได้เดินทางผ่านดินแดนต่างๆ มากมาย ได้แก่ อนาโตเลีย (เอเชียไมเนอร์) คอเคซัส ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ก่อนที่จะข้ามที่ราบสูงพาเมียร์ (Pamir) ซึ่งมีความสูงกว่า 5,000 เมตร เป็นเสมือนหลังคาโลก มาร์โค โปโล ได้เล่าไว้ในบันทึกว่า ระหว่างที่เดินทางอยู่บนที่ราบสูงพาเมียร์ การจุดไฟหุงหาอาหารทำได้ยากมาก เนื่องจากจุดไฟไม่ค่อยติด บนท้องฟ้าก็ไม่ค่อยมีนกบินให้เห็น หลังจากที่สามารถปีนข้ามที่ราบสูงพาเมียร์ได้สำเร็จ ครอบครัวโปโลได้เดินทางข้ามทะเลทรายโกบี ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงความน่ากลัวของภูตผีปีศาจ และความโหดร้ายของสภาพดินฟ้าอากาศ ภายหลังที่สามารถข้ามทะเลทรายโกบี ด่านสำคัญทางธรรมชาติด่านสุดท้ายได้สำเร็จ ครอบครัวโปโลก็เดินทางเข้าสู่เขตจีน (ตอนเหนือ) ซึ่งมาร์โค โปโล เรียกว่า คาเธย์ (Cathay) รวมระยะทางข้ามทวีปกว่า 5,600 ไมล์

ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1275 ครอบครัวโปโลเดินทางถึงเมืองชางตู (~ 180 ไมล์จากกรุงปักกิ่ง) ที่ประทับฤดูร้อนของกุบไลข่าน และได้เข้าเฝ้ากุบไลข่านที่นั่น กุบไลข่านทรงให้ความเอ็นดู มาร์โค โปโล ซึ่งในขณะนั้นมีอายุได้ 21 ปี เป็นพิเศษ ทำให้มาร์โค โปโลได้มีโอกาสเข้าทำงานรับใช้กุบไลข่าน ในช่วงที่มองโกลปกครองประเทศจีน มองโกลให้ความไว้วางใจแก่ชาวต่างชาติมากกว่าคนจีน ภายหลังที่อยู่ประเทศจีนนานถึง 17 ปี ครอบครัวโปโลเริ่มเกิดความวิตกกังวลถึงอนาคตของพวกตน หากมีอะไรเกิดขึ้นกับกุบไลข่าน ซึ่งทรงชราภาพมากแล้ว (อายุใกล้ 80 พรรษา) จึงได้เข้าไปกราบทูลกุบไลข่าน ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด แต่กุบไลข่านไม่ทรงอนุญาต อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1292 พระชายาของอาร์กุน (Arghun ) ข่านแห่งเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเจ้าหญิงมองโกลสิ้นพระชนม์ อาร์กุนข่านจึงส่งทูตมาขอให้กุบไลข่านส่งเจ้าหญิงมองโกลไปเป็นพระชายาองค์ใหม่ ครอบครัวโปโลจึงได้อาสาพาเจ้าหญิงโคคาชิน (Kokachin) พระชนมายุ 17 พรรษาไปถวายให้แก่ข่านแห่งเปอร์เซีย กุบไลข่านจำใจอนุญาต..

การเดินทางครั้งนี้ ใช้เส้นทางเรือ โดยใช้เรือกำปั่นขนาดใหญ่ 14 ลำ บรรทุกผู้โดยสาร 600 คนเดินทางผ่านเกาะญี่ปุ่น อาณาจักรจามปา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน เกาะสุมาตรา เกาะนิโคบาร์ในมหาสมุทรอินเดีย เกาะลังกา เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ใช้เวลานานถึง 2 ปี ผู้โดยสารกว่า 600 คน เหลือชีวิตรอดถึงจุดหมายปลายทาง เพียง 18 คน เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บ พายุ และการปล้นของโจรสลัด คณะผู้ติดตามและเจ้าหญิงโคคาชินได้เดินทางถึงเปอร์เซียในปี ค.ศ. 1294 เมื่อเดินทางถึง จึงทราบภายหลังว่า อาร์กุนข่านได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เจ้าหญิงโคคาชินจึงได้เสกสมรสกับโอรสของอาร์กุนข่านแทน เจ้าหญิงโคคาชินทรงใช้ชีวิตอยู่ที่เปอร์เซียได้เพียง 2 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ในระหว่างที่ครอบครัวโปโลพำนักอยู่ที่เปอร์เซียก็ได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของกุบไลข่าน ภายหลังที่กุบไลข่านสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1294 อาณาจักรของมองโกลก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1368 มองโกลได้ถูกขับออกจากประเทศจีน
ครอบครัวโปโลได้เดินทางจากเปอร์เซียทางบกสู่อนาโตเลีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงปลายสมัยไบแซนไทน์ ชาวมุสลิมเติร์กจากเอเชียกลางเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่อนาโตเลีย แต่ยังมิใช่ชนกลุ่มใหญ่ ตลอดการเดินทางในดินแดนภายใต้อิทธิพลของมองโกล ครอบครัวโปโล ซึ่งได้รับพระราชทานแผ่นป้ายทองคำจากกุบไลข่าน สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย สามารถขอรับเสบียงอาหารและพาหนะจากผู้ปกครองในดินแดนต่างๆภายใต้อิทธิพลของมองโกลได้ แม้ว่ากุบไลข่านจะได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ครอบครัวโปโลทั้ง 3 คนก็ยังสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยอาศัยแผ่นป้ายทองดังกล่าว เมื่อเดินทางพ้นเขตอิทธิพลของมองโกลเข้าสู่เขตของชาวคริสเตียน ครอบครัวโปโลต้องประสบกับเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ คือ ถูกปล้นเงินที่สะสมได้มาจากการไปใช้ชีวิตที่ประเทศจีนนานถึง 17 ปี

หลังจากเดินทางรอนแรมทั้งทางบกและทางทะเลเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ครอบครัวโปโลก็เดินทางถึงบ้านเกิดที่เวนิส ในปี ค.ศ. 1295 มาร์โค โปโล ในขณะนั้นอายุได้ 41 ปี รวมระยะเวลาที่จากบ้านเกิดไปถึง 24 ปี จากนั้นไม่นาน มาร์โค โปโล ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมในสงครามระหว่างเมืองเวนิสและเมืองเจนัว ในปี ค.ศ. 1298 มาร์โค โปโลถูกจับเป็นเชลยศึกในคุกของเมืองเจนัว เป็นเวลา1 ปี ณ ที่นี้เอง มาร์โค โปโลได้พบกับนักเขียนชาวเมืองปิซา ชื่อ Rustichello ซึ่งติดคุกอยู่ก่อนแล้ว มาร์โค โปโลเล่าเรื่องราวการเดินทาง และการใช้ชีวิตในประเทศจีนของตนให้นักเขียนผู้นี้ฟัง และได้บันทึกเป็นหนังสือชื่อ “#อรรถาธิบายเกี่ยวกับโลก” (The Description of the World) หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า “#การเดินทางของมาร์โคโปโล” (The Travel of Marco Polo) หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในยุโรป ตั้งแต่สมัยที่มาร์โค โปโลยังมีชีวิตอยู่ และได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ แทบทุกภาษาในยุโรป

เรื่องราวที่มาร์โค โปโลเล่าในหนังสือดังกล่าวค่อนข้างจะเหลือเชื่อ สำหรับคนในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของราชสำนักของกุบไลข่าน ความเจริญก้าวหน้าของประเทศจีนในสมัยนั้น เช่น การพิมพ์ การใช้ธนบัตรและตั๋วเงิน รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับพืช สัตว์ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชนชาติต่างๆในดินแดน ซึ่งชาวยุโรปในสมัยนั้นยังไม่เคยได้มีโอกาสไปมาก่อน มาร์โค โปโลถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1324 สิริรวมอายุได้ 70 ปี ก่อนที่มาร์โค โปโลจะสิ้นลม ญาติสนิทมิตรสหายของมาร์โค โปโล ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้มาร์โค โปโล สารภาพความจริงว่า เรื่องราวที่มาร์โค โปโลเล่าไว้ในหนังสือของตนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเอง มาร์โค โปโลได้ตอบกลับไปว่า ตนเล่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ตนเองได้ไปเห็นมา เนื่องจากเกรงว่า คนจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเล่า ในพินัยกรรม มาร์โค โปโลได้ยกลิขสิทธิ์บันทึกการเดินทางของตนให้กับบุตรสาว 3 คน และได้ปล่อยทาสชาวมองโกล ซึ่งติดตามรับใช้มาร์โค โปโล มาจากประเทศจีน ให้เป็นอิสระ

ตลอดระยะเวลากว่า 700 ปี บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโลยังคงได้รับความสนใจจากนักเดินทางทุกยุคทุกสมัย รวมถึง คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่หลงใหลเรื่องราวในบันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มาร์โค โปโลได้กล่าวถึง เกาะญี่ปุ่น และความมั่งคั่งของจักรพรรดิของญี่ปุ่น ซึ่งมีพระราชวังที่มีหลังคาทำด้วยทองคำ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเชื่อว่า การเดินทางไปยังเกาะญี่ปุ่นสามารถทำได้โดยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งจะใช้เวลาสั้นกว่าประมาณไม่เกิน 3 สัปดาห์

ในปี ค.ศ. 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ประสบความสำเร็จในการชักชวนให้พระเจ้าเฟอร์ดินาน และพระราชินีอิสเบลร่าแห่งสเปน สนับสนุนการเดินทางสำรวจของตน ตลอดการเดินทางคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำหนังสือบันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา และได้นำพระราชสาส์นจากพระเจ้าเฟอร์ดินานถึงทายาทของกุบไลข่านไปด้วย แม้ว่าคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจะไม่ประสบความสำเร็จในการเดินทางไปเกาะญี่ปุ่นดังที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ประสบความสำเร็จในการค้นพบโลกใหม่ คือ ทวีปอเมริกา โดยมิได้ตั้งใจ การค้นพบดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากมายทั้งในยุโรปและอเมริกา

ที่มา
http://pilaiwan-dpu02.blogspot.com/2012/05/blog-post.html?m=1

หากข่าวนี้น่าสนใจ แชร์เลย

Please follow and like us: