ภาพสลักเทศนาธรรมและมหาปาฏิหาริย์ ที่ฐานพระศรีศากยมุนี

       ที่บริเวณด้านหลังฐานชุกชีของ “พระศรีศากยมุนี” พระประธานในวิหารใหญ่ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีภาพสลักนูนต่ำบนแผ่นหิน แสดงภาพพุทธประวัติสำคัญในตอน “เทศนาธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสาร” ที่กรุงราชคฤห์ (Rajgarh) และตอน “ยมก – มหาปาฏิหาริย์” ที่เมืองสาวัตถี (Sravasti) ติดผนึกอยู่

รูปแบบการประทับนั่งเทศนา มีลักษณะแบบนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์เก้าอี้นั่งมีพนักพิงหรืออาจเรียกว่า พุทธบัลลังก์ รัตนบัลลังก์หรือภัทรอาสน์ (Seated Buddha on a throne) ซึ่งมีรากฐานทางศิลปะและคติความเชื่อมาจากการนั่งบนบัลลังก์แบบแท่นเก้าอี้มีพนักพิงหลังของพระจักรพรรดิผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ หรือบัลลังก์ของมหาเทพของในวัฒนธรรมกรีก – เปอร์เซีย ที่ส่งอิทธิพลมายังเอชียกลางในแคว้นคันธาระ (Gandhara) ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 6 – 7 เป็นต้นมา

การประทับนั่งห้อยพระบาท แสดง “วิตรรกะมุทธา” (Vitaraka Mudra)  ที่พระหัตถ์ขวาจะยกขึ้น เอานิ้วชี้มาประกบกับนิ้วโป้งในรูปวงกลม มีความหมายถึง “วงล้อแห่งธรรมจักร” แสดงการ “สั่งสอน” หรือ “เทศนา” (Teaching)  ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะผ่อนลงมาวางทิ้งลงที่ หน้าตัก (พระเพลา) ในท่าสมาธิ

        ศิลปะและคติความเชื่อของพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์แบบกรีกหรือยุโรป (The Buddha sits in “Greek – European Posture” on a throne) จากแคว้นคันธาราษฏร์ ส่งอิทธิพลมาสู่อินเดียเหนือ จนเกิดความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปแบบนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของบัลลังก์มาเป็น “บัลลังก์สิงห์” (ภัทรสิงห์ – Lion throne) ที่มีรูปของสิงห์ (สัญลักษณ์ของศากยะวงศ์ – วงศาของพระพุทธองค์) เข้ามาแทนรูปขาเก้าอี้เดิม

  ในยุคจักรวรรดิคุปตะ  – วากาฏกะ (Gupta – Vakataka) และ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 -11 รูปแบบของบัลลังก์ เริ่มมีการเพิ่มเติมรูปสัตว์มงคล (ผู้ปกปักษ์รักษา) ประกอบเข้ากับพนักพิง ทั้งรูปของตัว “วยาลกะ” ที่ด้านข้างของพนักพิง รูปตัว “มกร (มะกะระ)” ที่ปลายคานบนของพนักพิงทั้งสองข้าง ด้านล่างทำเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายรองรับฝ่าพระบาท ได้ส่งอิทธิพลรูปแบบคติการสร้างและศิลปะมายัง อนุราธปุระของลังกา (Anuradhapura) ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 12  และส่งต่อโดยตรงมาสู่ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ในวัฒนธรรมทวารวดี (Dvaravati Culture)

        พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์ห้อยพระบาท  หรือที่เรียกว่าปาง “ปรลัมภาปทาสนะ” ที่วัดสุทัศน์ ฯ เป็นรูปแบบของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท ในคติความเชื่อแบบนิกายเถรวาท (ลังกา) ที่นิยมใช้ภาพพุทธประวัติและชาดก รวมทั้งรูปสลักธรรมจักร เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่คติความเชื่อฝ่ายของตน โดยพุทธประวัติที่นิยมสลักเป็นเรื่องราวประดับไว้ในจุดสำคัญของศาสนสถาน คือตอนปฐมเทศนา เทศนาธรรมและยมก – มหาปาฏิหาริย์

        ภาพสลักบนแผ่นหินมีอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 แบ่งพุทธประวัติสองตอนด้วยเส้นลวด ที่มีการแบ่งช่อง วางรูปสิงห์ผงาดเอียงด้านข้างกับรูปคนแคระ โดยมีเสาหม้อน้ำปูรณฆฏะคั่นสลับ อันเป็นศิลปะนิยมของอนุราธปุระ – ลังกา โดยแท้จริง ปิดด้วยเส้นลวดบัวที่มีลายลูกอัญมณีเม็ดกลมทั้งด้านบนและด้านล่าง

        ช่องด้านบน เป็นพุทธประวัติตอนโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เป็นภาพของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าในกัลป์ปัจจุบัน ประทับนั่งบนบัลลังก์ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีการประดับประดาด้วยเครื่องถนิมพิพาภรณ์ มีผ้าแพรพรรณผืนยาวและสายสร้อยมาลัยดอกไม้หอม เป็นเครื่องสักการบูชาพาดอยู่บนกิ่งก้าน รอบพระเศียรและพระวรกายด้านบน ทำเป็นประภามณฑลล้อมรอบ ประดับด้วย “ลวดลายกนกของพรรณพฤกษาต่อเนื่อง” และลายลูกแก้วอัญมณีล้อมรอบ ด้านซ้ายและขวาเป็นภาพของเทพยดา อันอาจหมายถึงพระอินทร์และพระพรหม ที่รับมาจากคติความเชื่อของสรรวาสติวาท หรืออาจเป็นภาพของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปตะ” ที่ได้รับอิทธิพลมาจากคติความเชื่อแบบลัทธิมหายานในแคว้นอานธระ

        ด้านซ้ายล่างของภาพ ควรเป็นพระเจ้าพิมพิสารถือดอกไม้มาลัยในพระหัตถ์และพระมเหสีกำลังถวายการอัญชุลี โดยรอบเป็นภาพบุคคลอันได้แก่พระญาติพระวงศ์ และข้าราชบริพาร ล้วนแต่ถวายสาธุการ โดยมีพานเครื่องสูง 5 ชุด ใส่เครื่องบูชาบายศรี ? (รูปกรวย) และพวงมาลัยดอกไม้หอมที่บริเวณแท่นบูชาด้านล่าง

        ภาพพุทธประวัติส่วนล่าง เป็นตอน “ยมกปาฏิหาริย์” แบบเถรวาทเดิม ผสมผสานกับ “มหาปาฏิหาริย์” ในคติของนิกายสรรวาสติวาท (กึ่งมหายาน)  เป็นภาพของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ประทับนั่งห้อยพระบาทบนภัทรบัลลังก์แบบเดียวกับภาพตอนบน มีพระอินทร์และพระพรหมถือแส้จามรเป็นบริวารอยู่ทางด้านข้าง ที่ปลายพระบาทเป็นภาพของ “มนุษย์นาค” ยกดอกบัวขึ้นค้ำยันพระบาท ซึ่งมนุษย์นาคของลังกานี้ ได้รับทธิพลมาจาก อินเดียเหนือโดยตรง แต่มาปรับแปลง “พญานาคนันทะ” และ “อุปนันทะ” ของคติมหายาน ให้กลายมาเป็นมนุษย์นาคผู้ค้ำจุนพระพุทธศาสนา แล้วเพิ่มคนแคระผู้เป็นบริวารของท้าวกุเวร  “ปัทมนิธิ” สวมหมวกทรงดอกบัว และ “สังขนิธิ” สวมหมวกหอยสังข์ มาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยโชคลาภสักการะ ในฐานะบริวารแห่งความมั่งคั่ง อันเป็นเอกลักษณ์เด่นทางคติศิลปะของอนุราธปุระ เข้ามาในภาพสลักแทน

        ด้านบนเป็นภาพของพระพุทธเจ้าจับคู่ (ยมก – แปลว่าคู่) 8 องค์ (องค์ตรงกลางประทับนั่งสมาธิไม่จับคู่)  ประทับบนต้นมะม่วงใหญ่ที่ออกผลเป็นช่ออยู่เต็มต้น ในอิริยาบถเดินจงกรม ประทับนั่งโดยพระหัตถ์อยู่ในท่าแสดงธรรม “วิตรรกะมุทรา” ประทับนั่งห้อยพระบาทแสดงเทศนาธรรม และบรรทมไสยาสน์โดยไม่สะทกสะท้าน

        ด้านล่างเป็นภาพเป็นกลุ่มคน พุทธบริษัท และเทพยดา ที่พุทธประวัติกล่าวไว้ว่า มี “จำนวนมากมายเหลือคณานับ” ต่างแออัดยัดเยียดเขามาประชุมกันโดยรอบต้นคัณฑามพพฤกษ์ (ต้นมะม่วง) เพื่อชมมหาปาฏิหาริย์

         และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทำปาฏิหาริย์สั่งสอนพวกเดียรถีย์ (พวกนอกศาสนา – ภาพสลักคนโพกผ้าแบบแขกอิสลาม) เสร็จสิ้นแล้ว จึงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทที่มาร่วมชุมนุมจนหลายคนบรรลุมรรคผล

        ภาพ “ยมก – มหาปาฏิหาริย์” ที่เมืองสาวัตถี เป็นพุทธประวัติที่ได้รับความนิยมในการนำมาสลักเรื่องราวบนแผ่นหินหรือบนพระพิมพ์ดินเผาในยุควัฒนธรรมทวารวดีเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะถูกใช้แทนความหมายของ “สังเวชนียสถาน” แล้ว ยังมีความหมายเชิง “สัญลักษณ์” ที่แสดงให้ว่าพระธรรมแห่งพระสมณโคดมพุทธเจ้านั้น จะต้องมีชัยเหนือพวกนอกศาสนา (เดียรถีย์) ซึ่งก็หมายถึง “อำนาจ” แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เข้ารีตเป็นพุทธบริษัท และศาสนาพุทธเถรวาทจากลังกา จะดำรงอยู่เหนือ “อวิชชา” หรือ “อำนาจเหนือธรรมชาติ” การนับถือภูตผีปีศาจของกลุ่มชนพื้นถิ่นเดิมในสุวรรณภูมิ ที่ยังไม่ปรารถนามาเข้ารีต หรือขัดแย้งจนออกมาต่อต้านต่อคติความเชื่อใหม่จากแดนโพ้นทะเลนั่นเอง

หากข่าวนี้น่าสนใจ แชร์เลย