พระเจ้าอยู่หัวกับโบราณสถาน

         “ บางคนถึงกับเปล่งอุทานวาจาว่าเมืองเก่านั้นจะไปดูอะไร ป่านนี้ จนปรักหักพังเสียหมดแล้ว เพราะคนเรามีความคิดเช่นนี้เรื่องราวของชาติเราจึงได้สูญเร็วนัก ”

        พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ได้ทรงเจริญรอยตามบูรพมหากษัตริย์ไทยที่ทรงอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุ อันเป็นสมบัติของชาติให้คงอยู่ต่อไป ไม่ให้สูญสลายไปตามกาลเวลา จะขอเล่าเหตุการณ์ที่ได้สร้างความประทับใจแก่วงการโบราณคดีเป็นอย่างมาก จะได้กล่าวดังต่อไปนี้

        ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2536 ไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างแสตมป์ชุดอนุรักษ์มรดกไทย ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยได้นำวัดที่มีความสำคัญที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ได้แก่ วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดช้างล้อม วัดพระบรมธาตุเชลียง และ วัดสวนแก้วอุทยานน้อย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย ความสำคัญของแสตมป์ขุดนี้ที่ได้จัดสร้างขึ้นมา มิใช่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักโบราณสถานในฐานะมรดกโลก หรือ เพื่อให้คนไทยได้รู้จักหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย แต่จะทราบไหมว่า สถานที่ที่ปรากฏบนดวงแสตมป์นั้นกลายเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 และ พระบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ให้ความสนพระทัย และเสด็จมาบ่อยครั้งที่สุด ซึ่งผมก็จะขอเล่าเรื่องอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นกับโบราณแห่งนี้

“ถ้าพูดว่าไปได้เสียอย่างเดียวก็ต้องได้” ‘ในหลวง’พระราชดำรัสครั้งเสด็จเมืองโบราณศรีสัชนาลัย

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพระราชกรณียกิจด้านทรัพยากรวัฒนธรรมประเภทโบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑ์ พระองค์ทรงสนพระทัยและเห็นความสำคัญมรดกของชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมืองโบราณศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เสด็จทอดพระเนตรอยู่หลายครั้งด้วยกัน เนื่องด้วยพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยและห่วงใยโบราณสถานที่มีสภาพทรุดโทรมเหล่านั้น

        โดยครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสเมืองเหนือและทรงเยี่ยมเยียนประชาชนจังหวัดต่างๆ รวมทั้งจังหวัดสุโขทัยด้วยแล้ว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2501 ได้เสด็จไปยังเมืองศรีสัชนาลัย ชมโบราณสถานวัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (มหาธาตุเชลียง) ด้วยความสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

          ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2509 หลังจากประกอบพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสร็จแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านรับรองหน่วยศิลปากรที่ 3 เมืองศรีสัชนาลัย ทอดพระเนตรแบบจำลองเมืองศรีสัชนาลัย จากนั้นเสด็จชมโบราณสถาน วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ วัดนางพญา หลักเมือง บริเวณพระราชวังและวัดสวนแก้วอุทยานน้อย ในครั้งนี้ได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับรองอธิบดีกรมศิลปากร (นายกฤษณ์ อินทโกศัย ซึ่งดำรงตำแหน่งในสมัยนั้น)

         “โบราณสถานเมืองศรีสัชนาลัยนี้ เมื่อได้บูรณะเสร็จแล้วให้จัดการดูแลรักษาไว้ให้เป็นอย่างดี อย่าให้กลับชำรุดทรุดโทรมลงอีก โดยเฉพาะบริเวณพระราชวังที่ได้ขุดพบรากฐานนั้น ควรจะได้ขุดดูให้ทั่วถึง เพราะอาจพบจารึกหรือหลักฐานอันจะเป็นประโยชน์แก่ประวัติศาสตร์”

         พระราชดำรัสนี้ แสดงให้เห็นความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อโบราณสถานของชาติ

         ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2515 ทั้งสองพระองค์เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่ง และใช้เวลาแต่ละแห่งนานมาก พระองค์เสด็จไปยังเขาพนมเพลิง โดยมี หม่อมเจ้า  สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะผู้ตามเสด็จโดยใกล้ชิด จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดเขาสุวรรณคีรี วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว เพื่อทอดพระเนตรจิตรกรรมฝาผนัง วัดนางพญา ชมผนังวิหารวัดที่มีลายปูนปั้นสวยงาม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยมากถึงกับได้ตรัสสั่งให้ช่างภาพหลวงที่ตามเสด็จ ถ่ายภาพลายให้ได้รูปชัด ประทับอยู่ที่วัดนี้เป็นเวลานาน ต่อจากนั้น เสด็จไปทอดพระเนตรวัดสวนแก้วอุทยานน้อย ซึ่งมีเจดีย์รูปพุ่มข้าวบิณฑ์ขนาดย่อม  หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กราบบังคมทูลว่า วัดนี้เป็นวัดสุดท้ายตามกำหนดการ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรแผนที่ในหนังสือนำเที่ยว และมีพระราชดำรัสให้หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ 3 คือ นายมะลิ โคกสันเทียะ ดูแผนที่ตรงหมายเลข 28 วัดเจดีย์เจ็ดยอด หัวหน้าหน่วยฯ กราบบังคมทูลว่า “ไม่มีทางรถยนต์ไปถึง คงไม่สะดวกที่จะเสด็จพระราชดำเนิน”

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสถามว่า

         “ระยะเดินทางสักกี่ชั่วโมง”

         หัวหน้าหน่วยฯ กราบบังคมทูลว่า “ไม่ถึงชั่วโมงประมาณ 30 นาที”

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าพูดว่าไปได้เสียอย่างเดียวก็ต้องได้”

            แล้วทรงมีรับสั่งให้รถยนต์นำเสด็จ ไปได้ครึ่งทางจนถึงใกล้กับประตูผี ประตูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองศรีสัชนาลัย แล้วทรงพระราชดำเนินโดยพระบาทไปตามทางคนเดิน ประมาณ 30 นาที ถึงวัดเจดีย์เจ็ดยอด ซึ่งอยู่นอกกำแพงออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยม มีร่องรอยพระพุทธรูปตั้งอยู่กลางเจดีย์ แต่ชำรุดจนไม่มีซาก บนยอดมีเจดีย์เล็กๆ ล้อมรอบยอดเจดีย์ใหญ่ นับรวมได้ 7 ยอด เป็นเจดีย์สมัยสุโขทัย เสด็จประทับพักเหนื่อยอยู่ที่เจดีย์แห่งนี้พอควรจากนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสถามถึงโบราณสถานบริเวณอรัญญิก หัวหน้าหน่วยฯได้กราบบังคลทูลว่า มีหลายแห่ง เช่น วัดยายกับตา วัดพญาดำ และวัดอื่นๆ ที่ไม่ทราบชื่อ พระองค์มีพระราชดำรัสว่า

          “เรื่องโบราณสถานบริเวณอรัญญิก ควรได้รับการขุดแต่ง บูรณะ และก่อสร้างถนนให้เข้าถึงด้วย”

            จากนั้นจึงเสด็จ ฯ กลับกรุงเทพมหานคร

          หลังจากนั้นมา กองโบราณคดี กรมศิลปากรได้ดำเนินการตามกระแสพระราชดำรัส อนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย รวมทั้งเมืองเก่าสุโขทัย และเมืองกำแพงเพชร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และด้วยพระบารมี กรมศิลปากรได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการจัดทำแผนการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่ง ในรูปแบบของอุทยานประวัติศาสตร์ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล

         “ อิฐแต่ละก้อนซึ่งถูกปั้นจากเรี่ยวแรงและหยาดเหงื่อของบรรพบุรุษ กว่าจะมีสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ กว่าสยามจะเป็นไทยในวันนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและทรงคุณค่า”

           ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จทอดพระเนตรเครื่องทองจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2500 หลังจากที่ มีการพบกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะซึ่งถูกโจรลักลอบขุดค้นจนพบเครื่องทอง เพชรนิลจินดา และสิ่งของล้ำค่ามหาศาล ในช่วงต้น พ.ศ.2499  กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ  หลังจากที่ได้ทอดพระเนตรโบราณวัตถุแล้ว พระองค์ได้ทรงมีพระราชปรารภกับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้นว่า  

         “โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนี้ สมควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษา และตั้งแสดงให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ หาควรนำไปเก็บรักษา และตั้งแสดง ณ ที่อื่นไม่”

           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จึงถือกำเนิดขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 ทรงมีพระราชดำรัส ดังนี้

         “โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวรเป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล โดยเฉพาะโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดง นักศึกษาและประชาชนได้ชม และศึกษาหาความรู้ให้มาก และทั่วถึงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้   และต่อไปนี้ กรมศิลปากรไปสร้างพิพิธภัณฑสถานที่ไหน ฉันจะตามไปเปิด”

หากข่าวนี้น่าสนใจ แชร์เลย