“พระธาตุโพน” : ปราสาทขอมอันเก่าแก่ แห่งแขวงสะหวันนะเขต

         “พระธาตุโพน” หรือ “พระธาตุขี้โพน” ตั้งอยู่ในเขตเมืองไชยภูทอง สปป. ลาว ห่างจากตัวเมืองสะหวันนะเขตตามถนนเลียบแม่น้ำโขงมาทางทิศใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร แยกซ้ายมือตรงบ้านด่าน (ฝั่งตรงข้ามกับอำเภอดอนตาลพอดิบพอดี) ไปอีกประมาณกว่า 10 กิโลเมตร จะพบวัดพระธาตุตั้งอยู่กลางทุ่งนาที่มีต้นตาลขึ้นอยู่อย่างดาษดื่นครับ

         พระธาตุโพน เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองสะหวันนะเขต ที่ผู้คนในฝั่งลาวให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ในวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา จะมีผู้คนแห่แหนมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น นิยมมาขอพร สืบอายุต่อชะตา บนบานสารกล่าว ซึ่งก็เล่ากันว่าประสบผลสำเร็จตามที่ขอกันเป็นส่วนใหญ่ จึงมาแก้บนกันด้วยขันหมากเบ็ง ดอกไม้ ผลไม้ อาหารและเครื่องบูชาหลากชนิด ถวายอยู่เต็มหน้าพระธาตุในทุก ๆ วันครับ

         คำว่า “โพน” หรือ “ขี้โพน” มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “โนน” ในภาษาอีสาน แปลว่า “จอมปลวกใหญ่” ชาวลาวเล่ากันว่า พระธาตุโพนนี้สร้างขึ้นพร้อมกับพระธาตุอิงฮัง พระธาตุสำคัญทางตะวันออกของตัวเมืองสะหวันนะเขต
แต่จะแข่งกันสร้างหรือเปล่านั้น ยังไม่มีใครเล่าให้ฟังเลยครับ


แต่เมื่อได้มีโอกาสไปเดินสำรวจโดยละเอียดก็จะพบว่า พระธาตุสำคัญองค์นี้แต่เดิมเป็นปราสาทก่ออิฐ ในวัฒนธรรมแบบเขมร ก่อนยุคเมืองพระนคร ใช้หินทรายเป็นส่วนรับโครงสร้างอิฐและแกะสลักลวดลายบนหินทรายเป็นส่วนประดับครับ

         ภายในตัวคูหาเรือนฐานก่อขึ้นไปในรูปแบบของปราสาทอิฐ ชิ้นส่วนสำคัญอย่างทับหลังและเสาประดับกรอบประตูยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ โดยตัวทับหลังหลักเดิมของปราสาทนั้น ถูกย้ายจากตำแหน่งเดิมมาใช้เป็นผนังของประตูด้านซ้าย ส่วนเสาประดับกรอบประตูถูกนำไปจัดวางเรียงไว้ที่ด้านหน้าของตัวพระธาตุ


นอกจากนี้ ชิ้นส่วนหินทรายประกอบปราสาทและรูปเคารพอย่างฐานศิวลึงค์ที่แตกหัก ฐานรูปเคารพ และชิ้นส่วนหินทรายค้ำยันตัวปราสาท ก็ยังคงวางให้เห็นอยู่โดยรอบ

         จากลวดลายของทับหลังและเสาประดับกรอบประตู พอจะคาดเดาได้ว่า ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ตามศิลปะแบบปราสาท “กำพงพระ” (Kampong Preah Style) ที่มีลวดลายของใบไม้ม้วนใหญ่ตามอิทธิพลของจามปาเข้ามาเป็นส่วนผสมสำคัญในลวดลายบนทับหลัง ส่วนเสาประดับกรอบประตูยังคงเป็นเสากลมที่มีชั้นของหม้อน้ำ ”กลศกฤต” เป็นชั้นคั้นที่ด้านบนและล่าง โดยไม่มีลายลูกปะคำแบบสร้อยอุบะห้อยลงมาจากหม้อด้านบนตามแบบศิลปะในยุคก่อนหน้า


พระธาตุโพน เป็นหนึ่งในปราสาทแบบเขมรที่ผ่านปรากฏการณ์ “แปลงปราสาทให้เป็นธาตุ” (ซึ่งปราสาทหินในเขตอีสานและลาวหลายแห่งมักจะถูกดัดแปลงให้เป็นธาตุครับ) ภายหลังจากที่อำนาจและวัฒนธรรมจากเมืองพระนครหลวงเสื่อมลง ผู้คนตระกูลไท – ลาวจากแดนเหนือ อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานซ้อนทับบนซากปราสาทเก่าที่อาจเคยมีจอมปลวกขึ้นปกคลุม และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 – 23 จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรือนธาตุปราสาทอิฐ ให้กลายมาเป็นพระธาตุแบบเถรวาท (ลาว) สร้างพระเจดีย์ทรงระฆัง ยอดเป็นกลีบบัวม้วนลายแบบกนก จนกลายมาเป็นพระธาตุโพนในปัจจุบัน


บริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระธาตุโพนนี้ เป็นทุ่งกว้างสลับด้วยต้นตาลใหญ่น้อย ชาวบ้านจะนำผลิตภัณฑ์น้ำตาลก้อนจากต้นตาลมาขายให้กับนักท่องเที่ยวในวัด น้ำตาลที่นี่จะมีรสชาติหวานหอม เหมือนกะทิมะพร้าวเลยครับ

         แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า หากที่ไหนมีปราสาทเขมรโบราณตั้งอยู่ ที่นั่นก็มักจะมีต้นตาลขึ้นอยู่เสมอ

ทำไมหว่า ? 

หากข่าวนี้น่าสนใจ แชร์เลย